
Fair Forest: ปลูกป่าที่เป็นธรรม สร้างรายได้ให้ชุมชน
ควบคู่การลดโลกร้อน สู่เป้าหมาย Net Zero
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ผมได้มีโอกาสร่วมติดตามและรับฟังการขับเคลื่อนแนวคิด “โครงการปลูกป่าที่เป็นธรรม” หรือ Fair Forest ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดเวทีประชุมรับฟังข้อคิดเห็นและประเมินความพร้อมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเอกชน และเครือข่ายชุมชน
การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูระบบนิเวศ คืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศป่าต้นน้ำ เพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน และสร้างรายได้ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนและชุมชน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวผ่านกลไกคาร์บอน เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม
ในมุมมองของผม แนวคิด Fair Forest ไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่ป่าแบบเดิมๆ เท่านั้น แต่เป็นนวตกรรมการออกแบบระบบความร่วมมือใหม่ทางสังคมที่ทำให้ “ป่า” กลายเป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจชุมชน และความเป็นธรรมทางสังคม
ประเด็นสำคัญที่มีการหารือ ได้แก่
1. การพัฒนาโครงการปลูกป่าที่เป็นธรรมสู่การปฏิบัติจริง
Fair Forest ต้องไม่หยุดอยู่ที่แนวคิด แต่ต้องสามารถนำไปปฏิบัติในพื้นที่ได้จริง โดยมีรูปแบบการทำงานที่ชัดเจน เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และประชาชนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง
2. การดำเนินงานต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
การปลูกป่า การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการพัฒนาเศรษฐกิจจากทรัพยากรป่าไม้ ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายด้านป่าไม้และแนวทางของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. เพื่อให้เกิดความชัดเจน ถูกต้อง และยั่งยืน
3. กลไกความร่วมมือของทุกภาคส่วน
การขับเคลื่อน Fair Forest จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน โดยแต่ละฝ่ายมีบทบาทสำคัญแตกต่างกัน ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนนโยบายและกติกา ภาคเอกชนสนับสนุนตลาด เงินทุน และกลไกคาร์บอน ส่วนชุมชนคือเจ้าของพื้นที่และผู้ดูแลทรัพยากรในระยะยาว จากการหารือ
ได้มีข้อสรุปแนวทางขับเคลื่อน Fair Forest สู่เป้าหมาย Net Zero โดยแบ่งรูปแบบการดำเนินงานออกเป็น 4 โมเดล ได้แก่
1. ป่าชุมชนลดโลกร้อน
เน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน เพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างเหมาะสม
2. กาแฟร่วมกับไม้ชนิดอื่น
ส่งเสริมระบบเกษตรที่ผสมผสานกาแฟกับไม้ยืนต้นหรือพืชอื่น ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและลดความเปราะบางของระบบนิเวศ
3. ระบบผสมผสาน พืชผัก ไม้ผล และไม้ยืนต้น
เป็นแนวทางที่ช่วยให้ชุมชนมีอาหาร มีรายได้ และมีพื้นที่สีเขียวในเวลาเดียวกัน เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
4. ไม้เศรษฐกิจในระบบวนเกษตร
ส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจร่วมกับระบบเกษตร เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ระยะกลางและระยะยาว ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มพื้นที่กักเก็บคาร์บอนและฟื้นฟูระบบนิเวศ
ในเชิงวิชาการ ผมเห็นว่า Fair Forest เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการเชื่อมโยง 3 มิติสำคัญเข้าด้วยกัน คือ
มิติสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มกลไกในการป้องกันไฟป่า ลดฝุ่นควัน PM 2.5 ฟื้นฟูป่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มศักยภาพการดูดซับคาร์บอน
มิติเศรษฐกิจ: เป็นการปรับโครงสร้างโครงสร้างโครงสร้างโครงสร้างเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากพืชเชิงเดี่ยวที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ป่าค้นน้ำ เป็นพืชเศรษฐกิจวนเกษตรแบบผสมผสาน สร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจ ไม้เศรษฐกิจ ผลผลิตชุมชน และโอกาสจากตลาดคาร์บอน
มิติสังคม: สร้างความเป็นธรรมให้ชุมชนในพื้นที่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นเจ้าของ และได้รับประโยชน์จากการดูแลทรัพยากรอย่างแท้จริง
ดังนั้น การขับเคลื่อน Fair Forest ให้สำเร็จ จำเป็นต้องมี “กลไกกลาง” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างรัฐ เอกชน และชุมชน รวมถึงต้องมีระบบสนับสนุนที่ครบถ้วน เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งด้านการเงิน การตลาด การอนุญาต การรับรองผลลัพธ์ และระบบติดตามประเมินผลที่โปร่งใส เชื่อถือได้
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการนำร่องที่ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ กพร. เคยประกาศเป็น Government Innovation Lab และมีความสำคัญทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน พื้นที่เกษตร และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม
ผมเห็นว่า หากแม่แจ่มสามารถเป็นต้นแบบ Fair Forest ได้ จะเป็นตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ที่ไม่แยก “คน” ออกจาก “ป่า” แต่ทำให้คนอยู่กับป่าได้อย่างสมดุล มีรายได้ มีความมั่นคง และมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อนอย่างแท้จริง
Fair Forest จึงไม่ใช่เพียงโครงการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “แนวทางการพัฒนาพื้นที่” ที่เชื่อมโยงป่าไม้ ภูมิอากาศ เศรษฐกิจฐานราก และคุณภาพชีวิตของประชาชนและชุมชน ที่อาศัยอยู่ใกล้ชิดกับเขตป่าเข้าด้วยกัน
ผมเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง มีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม และให้ความสำคัญกับชุมชนในฐานะเจ้าของพื้นที่ การปลูกป่าที่เป็นธรรมจะสามารถสร้างทั้งป่า สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงให้ชุมชน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างยั่งยืน
Credit :นายทศพล เผื่อนอุดม
ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย