จากวิกฤตเลือกตั้งปี 2549 ถึงข้อสังเกตต่อคดีฮั้ว สว. ปี 2569
บทบาทของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในการตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ในปี 2569 ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ชื่อของพีระพันธุ์ก็ปรากฏอยู่ในกระบวนการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ท่ามกลางวิกฤตการเมืองและข้อพิพาทเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2549
ปี 2549 : จากข้อสงสัยสู่กระบวนการศาล
การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 กลายเป็นประเด็นข้อพิพาททางกฎหมายหลายด้าน ทั้งเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการเลือกตั้ง การใช้อำนาจของ กกต. และความรับผิดของกรรมการ กกต. เป็นรายบุคคล
ในช่วงเวลาดังกล่าว พีระพันธุ์และคณะได้เข้าไปตรวจสอบข้อมูลที่สำนักงาน กกต. และเปิดเผยประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคการเมืองย้อนหลัง ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ต่อมา พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพวกรวม 12 คน ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 768/2549 มีผู้ถูกฟ้องคดีรวม 9 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กกต. กรรมการการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในขณะนั้น
สาระสำคัญของคดีครอบคลุมทั้งการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ การขอให้เพิกถอนประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง และประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งกรรมการการเลือกตั้งตามกฎหมาย
กล่าวได้ว่า ในเวลานั้น พีระพันธุ์เลือกใช้ กระบวนการทางศาลเป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จากข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และอีกเส้นทางหนึ่งของคดีอาญา
การตรวจสอบวิกฤตเลือกตั้งปี 2549 ไม่ได้เกิดขึ้นผ่านกระบวนการเดียว
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 เกี่ยวกับการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 โดยเห็นว่ากระบวนการเลือกตั้งมีปัญหาด้านความชอบด้วยรัฐธรรมนูญตั้งแต่การกำหนดวันรับสมัคร การรับสมัคร การลงคะแนน การนับคะแนน และการประกาศผล และมีคำสั่งให้ดำเนินการเลือกตั้งใหม่
ขณะเดียวกัน ถาวร เสนเนียม ซึ่งขณะนั้นอยู่ในพรรคเดียวกัน ได้นำข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปใช้ในกระบวนการดำเนินคดีอาญาต่อกรรมการ กกต. จากกรณีการจัดการเลือกตั้งเพิ่มเติมในวันที่ 23 และ 29 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นกระบวนการที่แยกจากคดีศาลปกครองของพีระพันธุ์
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกกรรมการ กกต. 3 คน ได้แก่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร คนละ 4 ปีโดยไม่รอลงอาญา พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคนละ 10 ปี ส่งผลให้ทั้งสามพ้นจากตำแหน่ง
ดังนั้น เหตุการณ์ปี 2549 จึงสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของ กกต. ในขณะนั้นถูกตรวจสอบผ่าน หลายกลไกทางกฎหมาย ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลอาญา โดยแต่ละคดีมีคู่ความ ประเด็นข้อพิพาท และผลทางกฎหมายแตกต่างกัน
ปี 2569 : ข้อสังเกตต่อคดีฮั้ว สว.
ผ่านไป 20 ปี บริบททางการเมืองและตัวบุคคลเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ กกต. เป็นคนละชุดกับปี 2549
แต่ในปี 2569 พีระพันธุ์กลับมาแสดงจุดยืนตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการดำเนินงานของ กกต. ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว.
สาระสำคัญของข้อสังเกตคือ การพิจารณาคดีควรพิจารณาพยานหลักฐานโดยรวมทั้งระบบ หากมีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงการกระทำเป็นขบวนการ การกลับคำให้การของพยานบางรายไม่ควรถูกพิจารณาแยกออกจากพยานหลักฐานอื่น ทั้งพยานบุคคล เอกสาร และข้อมูลประกอบที่สามารถตรวจสอบความสอดคล้องกันได้
ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการตามกฎหมายยังมีขั้นตอนขององค์กรที่เกี่ยวข้องและกระบวนการพิจารณาของศาล โดยผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม และข้อกล่าวหายังต้องได้รับการพิสูจน์ตามขั้นตอนของกฎหมาย
20 ปีที่เปลี่ยนไป แต่คำถามเรื่อง “การตรวจสอบ” ยังคงอยู่
จากปี 2549 ถึงปี 2569 เป็นระยะเวลา 20 ปีเต็ม
คดีแตกต่างกัน
กฎหมายและบริบททางการเมืองเปลี่ยนแปลง
กรรมการ กกต. ก็เป็นคนละชุด
แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏต่อเนื่องคือ การตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และการนำกระบวนการทางกฎหมายเข้ามาตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าว
บทบาทของพีระพันธุ์ในวันนี้จึงสามารถมองย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับบทบาทของเขาเมื่อปี 2549 ได้ในแง่ของการใช้กลไกทางกฎหมายและกระบวนการตรวจสอบ มากกว่าการนำคดีทั้งสองมาเหมารวมว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
ท้ายที่สุด หลักสำคัญของกระบวนการยุติธรรมคือ การพิจารณาพยานหลักฐานตามกฎหมาย สิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และการให้กระบวนการที่มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้วินิจฉัยความรับผิดในขั้นสุดท้าย
20 ปีผ่านไป คำถามอาจเปลี่ยนไป แต่หลักการเรื่อง “อำนาจต้องตรวจสอบได้ และพยานหลักฐานต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญในสังคมประชาธิปไตย